วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

สารทเดือนสิบ กับความหมาย และความเชื่อ





สารทเดือนสิบ กับความหมาย และความเชื่อ

โดย ดร.ทินโน ขวัญดี

ประเพณีสารทเดือนสิบ เป็นงานบุญประเพณีของคนภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราช ที่ได้รับอิทธิพลด้านความเชื่อ ซึ่งมาจากทางศาสนาพราหมณ์ โดยมีการผสมผสานกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเข้ามาในภายหลัง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชน และญาติที่ล่วงลับ ซึ่งได้รับการปล่อยตัวมาจากนรกที่ตนต้องจองจำ อยู่เนื่องจากผลกรรมที่ตนได้ เคยทำไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจะเริ่มปล่อยตัวจากนรกในทุกวันแรม 1 ค่ำเดือน 10 เพื่อมายังโลกมนุษย์โดยมีจุดประสงค์ในการมาขอ ส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง ที่ได้เตรียมการอุทิศไว้ให้เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นก็จะกลับไปยังนรก ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10
ช่วงระยะเวลาในการประกอบพิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบจะมีขึ้นในวันแรม 1 ค่ำถึงแรม 15 ค่ำเดือนสิบของทุกปีแต่สำหรับวันที่ชาวใต้มักจะ นิยมทำบุญกันมากคือวันแรม 13-15 ค่ำ ประเพณีวันสารทเดือนสิบโดยในส่วนใหญ่แล้วจะตรงกับเดือนกันยายน

                เรามาลองวิเคราะห์จากนิยามและความหมายที่บรรพชนให้ไว้ :-
·       บุญประเพณีของคนภาคใต้
ประเพณีเป็นสิ่งที่ได้กระทำกันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน บุญประเพณีของคนภาคใต้ จึงเป็นงานที่เพื่อการสร้างบุญ สร้างกุศล เป็นศิริมงคลยิ่ง ที่ชาวปักษ์ใต้ถือปฎิบัติสืบเนื่องกันมาอย่างยาวนาน จนมีการพูดถึงว่างานวันสารทเดือนสิบคือวันขึ้นปีใหม่ของชาวปักษ์ใต้นั่นเอง แล้วคำถามที่ตามมาคนภาคอื่นๆ มีหรือไม่ คนประเทศอื่น ศาสนาอื่น ความเชื่ออื่นๆ มีหรือไม่ที่เกี่ยวกับงานสารท ที่มีความคล้ายครึงกับสารทเดือนสิบ เหตุผล ทำไม วัน เวลา และวัตถุประสงค์ จึงคล้าย และมีความเหมือนกัน
o   วันสารทจีน หรือ เทศกาลสารทจีน  (Sart Chin Day or Ghost Festival or Spirit Festival) จะตรงกับ วันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 7 ตามปีปฏิทินทางจันทรคติของจีน ปีปฏิทินทางจันทรคติของจีนโดยทั่วไปจะช้ากว่าปีปฏิทินทางจันทรคติของไทย ประมาณ 2 เดือน หากพลิกดูปฏิทินที่มีทั้งระบบจันทรคติของไทย และของจีน จะเห็นว่า วันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 7 ของจีนนั้น ทางจันทรคติไทยกลับเป็น วันขึ้น 14 ค่ำเดือน 9
เทศกาลสารทจีนถือเป็นวันสำคัญที่ลูกหลานชาวจีนจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยพิธีเซ่นไหว้ และยังถือเป็นเดือนที่ประตูนรกเปิดให้วิญญาณทั้งหลายมารับกุศลผลบุญได้ (วันที่เซ็งฮีไต๋ตี๋ (ยมบาล) จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้สึกสงสารวิญญาณร้ายจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ดังนั้นเพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญนี้จึงต้องมีการเปิดประตูนรก นั่นเอง)
o   ฮารีรายอ" (Hari Raya) เป็นภาษามลายูปัตตานี  ช่วงเวลา ในรอบปีหนึ่ง ชาวมุสลิม มีวันฮารีรายอ 2 ครั้ง คือ
1) อีดิลฟิตรี ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนเชาวาล ซึ่งเป็นเดือน 10 ตามปฏิทินอิสลาม ซึ่งเป็นวันออกบวช
2) อีดิลอัฏฮา ตรง กับวันที่ 10 เดือน ซุลฮิจญะ หรือตรงกับเดือน 12 ของปฏิทินอิสลาม ซึ่งเป็นการฉลอง วันออกฮัจญ์ หรือ ถือเป็นวันครบรอบการถือศีลอดของเดือนรอมฎอน
 วันฮารีรายอ เป็นวันรื่นเริงประจำปี ชาวมุสลิมจะไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน เพื่ออภัยต่อกันในสิ่งที่ผ่านมา เป็นวันที่ทุกคนมีความสุขมาก มุสลิมจะมีการประกอบพิธีกรรมพร้อมเพรียงกันทั่วโลก ในวันอีดีลฟิตรี มุสลิมทุกคนจะต้องจ่ายซะกาตฟิตเราะห์ บริจาคทานแก่คนยากจนอนาถา ส่วนในวันอีดิลอัฏฮา จะมีการเชือดสัตว์พลี แล้วจะทำ กุรบัน แจกจ่ายเนื้อเพื่อเป็นทานแก่ญาติมิตร สัตว์ที่ใช้ในการเชือดพลี ได้แก่ อูฐ วัว แพะ เป็นการขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ให้เป็นผู้บริจาค เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ ใน วันฮารีรายอชาวมุสลิม จะเดินทางกลับภูมิสำเนาของตน มาร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนาโดยพร้อมเพรียงกัน ได้พบปะ สังสรรค์กับเพื่อน ญาติพี่น้อง เพื่อจะได้ขออภัยต่อกัน
·       ประเพณีลอยเรือชาวเล
จะมีพิธีในกลางเดือน 6 และ 11 ของทุกปี โดยกลุ่มชาวเลที่หาดราไวและบ้านสะปำจะมี
พิธีลอยเรือในวันขึ้น 13 ค่ำ และกลุ่มชาวเลที่แหลมหลา (ทางตอนเหนือของเกาะภูเก็ต) จะมีพิธีลอยเรือในวันขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งถือเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ของชาวเลคล้ายกับพิธีลอยกระทงของชาวไทย มีการสร้างเรือจากไม้ระกำ ตัดผมตัดเล็บ และทำตุ๊กตาไม้แทนคน ใส่ลงไปในเรือ แล้วนำไปลอย งานประเพณีลอยเรือชาวเล หรือ พิธีลอยเล เขเรือ มีการจัดขึ้นที่หมู่บ้านชาวเลเกาะลันตา จ.กระบี่ ปีละ 2 ครั้ง คือ ทุกวันขึ้น 13-15 ค่ำของเดือน 6 และ เดือน 11 พิธีจะคล้ายกับการลอยกระทงของชาวไทย แต่จะมีการลอยเรือติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ซึ่งชาวเลและชาวไทยใหม่จะถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ขอความสงบสุขมาสู่หมู่บ้าน และส่งวิญญาณบรรพบุรุษไปสู่ที่สิงสถิตอันไกลโพ้น ที่ชาวเลเรียกว่า ฆูหนิงฌีไร
·       ได้รับอิทธิพลด้านความเชื่อ ซึ่งมาจากทางศาสนาพราหมณ์
·       ความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์และคณะพราหมณ์ในสยามประเทศ
ศาสนาพราหมณ์ และคณะพราหมณ์ ได้เข้ามามีบทบาทในดินแดนประเทศไทย ก่อนที่คนไทยจะสร้างอาณาจักรเป็นปึกแผ่น ไทยรับเอาศาสนาพราหมณ์มาหลายทาง
- ทางแรก ได้แก่ ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลผ่านทางเขมรซึ่งขณะนั้นคือ อาณาจักรฟูนัน ราวพุทธศตวรรษที่ 6 โดยเขมรมีอิทธิพลและบทบาท ทั้งทางการเมืองและทางศิลปะอยู่ในดินแดนแถบนี้มาก่อน ดังปรากฏหลักฐานจากโบราณสถาน เช่น ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย
- ทางที่ 2 ได้แก่ ภาคกลางตอนล่าง และภาคตะวันตก ได้รับอิทธิพลผ่าน อาณาจักรทวารวดี ซึ่งมีเมืองนครปฐมเป็นศูนย์กลาง โดยรับเอาศาสนาพราหมณ์มาจากอินเดียโดยตรง เนื่องจากในราว พ.ศ. 303 เมื่อครั้งที่พระโสณเถระกับพระอุตรเถระ เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรทวารวดี พระเถระเหล่านี้เข้ามาในฐานะศาสนทูตของพระเจ้าอโศกมหาราช การเดินทางมาในครั้งนั้น มีคณะพราหมณ์จากอินเดีย ติดตามมา จึงสันนิษฐานว่า ศาสนาพราหมณ์ น่าจะได้ประดิษฐานตั้งมั่นในผืนแผ่นดินไทย นับจากสมัยนั้นเป็นต้นมา ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีในสมัยทวารวดี ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ อาทิ เทวสถาน เทวรูป พระเป็นเจ้าต่างๆ ในบริเวณจังหวัดในภาคตะวันตก เช่น ที่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี
- ทางที่ 3 ได้แก่ ภาคใต้ของไทย โดยรับผ่านพราหมณ์ที่มากับพ่อค้าอินเดียซึ่งเดินทางมาค้าขายที่เมืองท่าต่างๆ ทางภาคใต้ ในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย โดยพบหลักฐานทางโบราณคดีอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ในที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี พังงา พัทลุง
            อย่างไรก็ดี หลักฐานทางโบราณคดีที่รับอิทธิพลผ่าน
3 อาณาจักรข้างต้นแสดงว่า ในระยะแรก ผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์นั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกชนชั้นสูง เนื่องจากสถาบันกษัตริย์ยอมรับพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์  ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังคงนับถือพระพุทธศาสนา และมีความเชื่อดั้งเดิม และบางส่วนมีความเชื่อผสมผสานระหว่างพระพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ และความเชื่อเรื่องผี

มุมมอง สารทเดือนสิบ
                                เราจะเห็นว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าว ระหว่างวัน เวลา เดือน 9 เดือน10 ของทุกศาสนา ทุกความเชื่อ เป็นวันที่กล่าวถึง นรกเปิด ยมบาลอนุญาต วิญญาณ เปรต ต่างมารับส่วนบุญ ส่วนกุศล จึงใช้คำว่าปล่อยเปรต หากเทียบเคียงกับโลกมนุษย์ อาจใช้คำว่าอภัยโทษ คงจะได้ วันดังกล่าวเมื่อ วิญญาณและเปรต ได้รับอุทิศ ส่วนบุญ ส่วนกุศลไปแล้ว คงจะเป็นต้นทุน ให้กับเปรตนำไปรับอภัยโทษจากยมบาล
                หากมองด้วยหลักการบริหาร การอภัย การให้รู้จักสำนึก การลดความเครียดของเปรต ย่อมทำให้การปกครองของท่านยมบาลง่ายขึ้น ดีขึ้น เพราะมีการผ่อนคลาย ให้เปรตได้เปิดหูเปิดตาบ้างในแต่ละปี และได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ สิ่งนี้เองคงจะเป็นต้นแบบของผู้บัญชาการเรือนจำ นำมาใช้กระมัง
หากมองทางด้านสังคมวันสารทเดือนสิบเป็นวันที่รวมพลลูกหลาน ที่แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้
ล่วงลับ โดยการร่วมกันอุทิศ ส่วนบุญส่วนกุศล และแสดงความกตัญญูกตเวที การรวมกลุ่มลูกหลาน ญาติพี่น้อง สิ่งนี้น่าจะที่เป็นที่มาของการรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นพรรค เป็นพวก แล้วกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความประสงค์ที่ต้องการ นั่นแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการรวมกลุ่มของคน และสิ่งนี้เองหรือไม่?? ที่ทำให้วัฒนธรรมทางสังคม จากประเพณีนี้ของคนปักษ์ใต้ได้ไหลสู่กระบวนการของการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น(บางคนเขาพูดว่าเล่นพวก)แต่ฝรั่งใช้คำว่า Unity , United  และสามารถระดมพลได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ดังที่แสดงให้เห็นกันมาแล้ว (หลวงลุง จัดให้)
                หากมองทางศาสนา อาจกล่าวได้ว่า บาปนั้นมีจริง บุญนั้นก็มากหลาย บาปกับบุญเป็นของคู่กัน การทำดีย่อมได้บุญ ทำบาปจักต้องตกนรก หมกไหม้แล้วแต่โทษที่ได้รับว่าจะตกขุมไหนกันแน่ ขึ้นอยู่กับความมากน้อยของความเลว จัญไร ที่กระทำ เมื่ออาศัยอยู่ในโลกภูมิ ก็ควรกระทำความดี มิเช่นนั้นเมื่อเข้าสู่นรกภูมิจะต้องลำบากญาติ พี่น้องต้องทำบุญอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศล เพื่อเอาบุญที่อุทิศให้ ไปลดโทษลดบาปในนรกภูมิให้อีก (ตายแล้วยังสร้างความลำบากไม่จบไม่สิ้น) ลำบากยมบาลที่จะต้องมาคิดบัญชี ทำบัญชีบาป ปิดงบให้ยุ่งยาก วุ่นวาย
                หากมองทางด้านการปกครอง เหล่าลูกหลานกลัวว่าบรรชนจะลำบาก พยายามทำบุญส่งให้ เพื่อลดโทษ อย่างนี้เราเรียกว่าติดสินบนยมบาล(ศาล)หรือเปล่า?? เหมือนถุงใส่ขนมบนศาลไหม?? เล่นกันใต้โต๊ะหรือไม่ เพราะหากคิดความผิดใคร ใครคนนั้นต้องรับผิด จะเอาความดีของอีกคนหรือหลายคนไปหักลบ กลบหนี้ไม่น่าจะได้ เป็นความผิด เป็นบาปเฉพาะตน
                หากมองทางด้านธุรกิจ การพานิช การประกอบเพื่อการลดหย่อนผ่อนโทษ และระยะเวลาในการประกอบการอยู่ช่วงสั้นๆ(ระหว่างเดือน 9-11) ตรงนี้น่าสนใจทีเดียว เพราะจำนวนประชากรเปรตต้องมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทุกวันนี้ คนที่ทำเรื่องเปรตๆนั้นมีจำนวนมากขึ้น ยิ่งนับวัน คนยิ่งทำเรื่องชั่วร้าย เลวทราม มากๆ เราจะเห็นว่าอุปสงค์ อุปทานนั้น ความต้องการต้องมีมากเป็นแน่ และเปรตที่เป็นไฮโซ เปรตที่เป็นพวกมีตำแหน่งทางสังคมสูงๆ น่าจะเป็นกลุ่มที่ต้องใช้บริการ และจ่ายดีแน่ (เพราะช่วงที่มีชีวิตอยู่ในโลกภูมิพวกนี้สะสม ฉ้อฉนเงินทางไว้มากมาย เงินเต็มตู้เสื้อผ้า เต็มตู้เย็น ต็มโอ่ง เต็มไห เต็มหลอด พี วี ซี และซุกอยู่ที่คนใช้บ้าง เกาะเคแมน เกาะฮ่องกง เพียบ) ธุรกิจที่ต้องเอาบุญแลกบาป เอาความดีแลกความชั่ว น่าสนใจยิ่ง (ถ้าทำได้)
                อย่างไรก็ตามประเพณีและวัฒนธรรมคือสิ่งดี ที่ยึดถือและปฎิบัติกันมา ประเพณีและวัฒนธรรมนั้นจะซึมซับเข้าสู่มนุษย์ หล่อหลอมมนุษย์ให้มีอัตตลักษณ์ ลักษณะที่มีความจำเพาะเป็นกลุ่ม เป็นพวกไปตามวิถีที่เป็น แฉกเช่นเดียวกันกับสมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มีเอกลักษณ์ ลักษณะจำเพาะที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตลอด82ปี (2475-2557) ได้หล่อหลอมและดูแลกลุ่มลูกหลานปักษ์ใต้ ไม่ลืมเลือนต่อบรรชน และวิถีใต้อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งยังใส่ใจต่อเพื่อนร่วมชาติยามมีทุกข์ภัยตลอดมา

.............ดร.ทินโน ขวัญดี ...........